โครงการก่อสร้างที่มีรายการ BOQ นับพันบรรทัด ความผิดพลาดเพียงจุดเดียวอาจไม่ได้จบแค่การแก้ตัวเลข แต่สามารถส่งผลกระทบต่อต้นทุน กำไร และความรับผิดชอบตามสัญญาของทั้งโครงการ
ในงานก่อสร้าง การควบคุมต้นทุนไม่ได้เริ่มต้นเมื่อเริ่มลงมือทำงานที่หน้างาน แต่เริ่มตั้งแต่การถอดแบบ การจัดทำ BOQ (Bill of Quantities) และการตรวจสอบว่าปริมาณวัสดุและรายการงานสอดคล้องกับแบบก่อสร้างหรือไม่
ปัญหาคือ แม้บริษัทจะมีแบบก่อสร้าง มี BOQ และมีทีมงานช่วยตรวจสอบแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าความผิดพลาดจะหมดไปโดยเฉพาะเมื่อข้อมูลมีจำนวนมาก ต้องแก้ไขหลายรอบ และมีรายละเอียดจากงานหลายสาขาที่ต้องนำมาประกอบกัน
1. BOQ ผิดหนึ่งบรรทัด ทำไมถึงกลายเป็นปัญหาใหญ่ของทั้งโครงการ?
BOQ เป็นเอกสารสำคัญที่ใช้แสดงรายการงาน ปริมาณ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการประเมินต้นทุนก่อสร้าง การจัดซื้อวัสดุ และการวางแผนดำเนินงาน
เมื่อโครงการมีรายการจำนวนมาก ความผิดพลาดอาจเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ เช่น
- ตกหล่นรายการ: แบบมีรายละเอียดงานหรือวัสดุ แต่ไม่ได้ถูกรวมไว้ใน BOQ
- แก้ไขรายการแล้วลืมอัปเดตยอด: เมื่อแทรกหรือลบรายการใน Excel อาจมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องซึ่งไม่ได้รับการแก้ไขตาม
- ปริมาณไม่สอดคล้องกับแบบ: จำนวนหรือปริมาณที่ระบุใน BOQ ไม่ตรงกับสิ่งที่แบบกำหนด
- ข้อมูลจากแต่ละสาขาไม่ครบถ้วน: งานโครงสร้าง สถาปัตยกรรม งานระบบ และงานตกแต่งต่างมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาร่วมกัน
ข้อผิดพลาดเหล่านี้อาจทำให้การประมาณต้นทุนคลาดเคลื่อน ส่งผลต่อการจัดซื้อ การวางแผนงบประมาณ และการควบคุมต้นทุนระหว่างดำเนินโครงการ
ยิ่งหากพบความผิดพลาดหลังจากเสนอราคา ทำสัญญา หรือเริ่มก่อสร้างแล้ว การแก้ไขอาจซับซ้อนกว่าการตรวจพบตั้งแต่ต้นอย่างมาก
2. ใช้ Excel ทำ BOQ แล้ว ทำไมยังผิดพลาดได้?
Excel เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับจัดเก็บ คำนวณ และสรุปข้อมูล แต่การมีสูตรคำนวณที่ถูกต้องไม่ได้รับประกันว่าข้อมูลต้นทางจะถูกต้องเสมอไป
ตัวอย่างเช่น เมื่อมีการเพิ่มรายการวัสดุ ผู้จัดทำอาจต้องแก้ไขปริมาณ ราคา สูตรคำนวณ และยอดรวมที่เกี่ยวข้อง หากมีบางจุดไม่ได้รับการอัปเดต ตัวเลขในเอกสารก็อาจไม่สอดคล้องกันได้
อีกปัญหาหนึ่งคือ การตรวจสอบด้วยคนมีข้อจำกัดด้านเวลาและความซับซ้อนของข้อมูล ยิ่งมีรายการจำนวนมาก การตรวจทานทีละบรรทัดก็ยิ่งต้องใช้ความละเอียดสูง แม้ผู้ตรวจจะมีประสบการณ์ ก็ยังมีโอกาสพลาดได้ โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลมีหลายเวอร์ชัน หรือรายละเอียดจากแบบก่อสร้างมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
3. ความเสี่ยงที่สำคัญกว่า BOQ ผิด คือการคิดว่า BOQ ถูกต้องแล้ว
หนึ่งในความเสี่ยงของงานก่อสร้างคือการใช้เอกสารที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างเพียงพอ เพราะทุกฝ่ายอาจเข้าใจตรงกันว่า BOQ ผ่านการตรวจแล้ว ทั้งที่ยังมีรายการตกหล่นหรือข้อมูลไม่ตรงกับแบบ
ประเด็นนี้ยิ่งสำคัญเมื่อโครงการมีข้อกำหนดด้านราคาและสัญญาที่ชัดเจน
ตัวอย่างเช่น หากมีรายการงานอยู่ในแบบ แต่ไม่ได้รวมอยู่ใน BOQ การเรียกร้องค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมภายหลังจะทำได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสัญญา ขอบเขตงาน และข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี จึงไม่ควรสรุปว่าเจ้าของโครงการหรือผู้รับเหมาจะต้องรับผิดชอบแบบเดียวกันทุกโครงการ
สิ่งที่ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญจึงไม่ใช่แค่การทำ BOQ ให้เสร็จเร็ว แต่ต้องมีวิธีตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า
- รายการใน BOQ สอดคล้องกับแบบและ Specification หรือไม่
- มีรายการสำคัญที่ตกหล่นหรือซ้ำซ้อนหรือไม่
- ปริมาณและยอดรวมมีจุดผิดปกติหรือไม่
- เมื่อแบบเปลี่ยนแปลง ข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้รับการอัปเดตครบถ้วนหรือไม่
- ใครเป็นผู้ตรวจสอบและอนุมัติข้อมูลก่อนนำไปใช้งานจริง
4. AI ช่วยตรวจ BOQ ได้อย่างไร?
AI สามารถเข้ามาช่วยสนับสนุนการตรวจสอบ BOQ โดยทำงานร่วมกับข้อมูลจากแบบก่อสร้าง Specification และตารางรายการวัสดุ เพื่อช่วยค้นหาความไม่สอดคล้องและจุดที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติม ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ ได้แก่
1. ตรวจสอบรายการที่อาจตกหล่น
ให้ AI ช่วยเปรียบเทียบรายการงานจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อชี้จุดที่อาจมีข้อมูลในแบบแต่ไม่ปรากฏใน BOQ โดยผู้เชี่ยวชาญต้องตรวจยืนยันกับเอกสารต้นฉบับอีกครั้ง
2. ตรวจหาความผิดปกติของข้อมูล
ใช้ AI ช่วยตรวจหารายการซ้ำ ปริมาณที่ผิดสังเกต ช่องข้อมูลที่ขาดหาย หรือยอดรวมที่อาจไม่สอดคล้องกัน ทั้งนี้ต้องกำหนดเงื่อนไขการตรวจให้เหมาะกับลักษณะของข้อมูล
3. ช่วยเปรียบเทียบเอกสารหลายชุด
เมื่อมี BOQ หลายเวอร์ชัน AI สามารถช่วยสรุปความแตกต่างของรายการและชี้จุดที่เปลี่ยนแปลง เพื่อให้ทีมงานตรวจสอบได้ง่ายขึ้น
4. ช่วยจัดทำรายงานข้อผิดปกติ
แทนที่จะตรวจพบปัญหาแล้วต้องรวบรวมข้อมูลเพื่อรายงานใหม่ทั้งหมด สามารถใช้ AI ช่วยจัดหมวดหมู่ข้อสังเกต สรุปรายการที่ต้องตรวจสอบ และจัดทำรายงานประกอบการพิจารณาได้ แต่ AI ไม่ควรถูกใช้เป็นผู้รับรองความถูกต้องของ BOQ โดยอัตโนมัติ เพราะผลลัพธ์ยังขึ้นอยู่กับคุณภาพของข้อมูล เอกสารอ้างอิง และวิธีการตรวจสอบ โดยเฉพาะการถอดปริมาณจากแบบที่มีความซับซ้อน
5. จากการใช้ AI ทีละคำสั่ง สู่ Workflow ที่ช่วยทำงานได้ต่อเนื่อง
การใช้ AI ถามคำถามหรือช่วยสรุปข้อมูลเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่หากต้องการนำมาใช้กับโครงการก่อสร้างอย่างจริงจัง สิ่งสำคัญคือการออกแบบขั้นตอนการทำงานให้ชัดเจน ตัวอย่าง Workflow สำหรับการตรวจสอบ BOQ อาจประกอบด้วย
- DRAWING: รวบรวมแบบก่อสร้างและระบุข้อมูลที่ต้องการตรวจสอบ
- SPECIFICATION: ใช้รายละเอียดและข้อกำหนดเป็นข้อมูลอ้างอิง
- BOQ: จัดรายการและปริมาณให้อยู่ในรูปแบบที่ตรวจสอบได้
- CHECK: ให้ AI ช่วยค้นหาความผิดปกติและรายการที่ควรตรวจทาน
- REPORT: สรุปข้อสังเกต พร้อมระบุเอกสารอ้างอิงและรายการที่ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยัน
เมื่อกระบวนการมีความชัดเจน ทีมงานจะสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าข้อมูลมาจากไหน พบข้อผิดปกติอะไร และต้องให้ใครเป็นผู้ตัดสินใจ แนวทางนี้ยังสามารถต่อยอดไปสู่งานอื่นได้ เช่น การเปรียบเทียบต้นทุนวัสดุ การตรวจสอบงบประมาณ การติดตามต้นทุนจริง และการจัดทำรายงานสำหรับผู้บริหาร
ทั้งนี้ การทำงานอัตโนมัติควรเริ่มจากข้อมูลที่มีโครงสร้างและขอบเขตชัดเจน ก่อนขยายไปสู่งานที่ต้องตีความแบบหรือใช้ดุลยพินิจทางวิศวกรรมมากขึ้น
6. คนทำงานก่อสร้างต้องปรับตัวอย่างไรในยุค AI?
AI ไม่ได้ทำให้ความรู้ด้านก่อสร้างหมดความสำคัญ ตรงกันข้าม การใช้ AI ให้เกิดประโยชน์จำเป็นต้องอาศัยคนที่เข้าใจแบบก่อสร้าง ปริมาณวัสดุ ต้นทุน และข้อจำกัดของโครงการ เพื่อกำหนดสิ่งที่ต้องตรวจและประเมินว่าผลลัพธ์สมเหตุสมผลหรือไม่ สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ วิธีนำความรู้เหล่านั้นมาทำงานร่วมกับเทคโนโลยี
จากเดิมที่ต้องเปิดเอกสารหลายชุดและตรวจสอบข้อมูลด้วยตนเองทุกขั้นตอน ทีมงานสามารถออกแบบให้ AI ช่วยจัดการงานบางส่วน ค้นหาจุดผิดปกติ และเตรียมข้อมูลสำหรับการตรวจทานได้ เวลาที่ประหยัดได้จึงมีโอกาสนำไปใช้กับงานที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญมากกว่าเดิม เช่น การตัดสินใจเรื่องต้นทุน การประเมินความเสี่ยง และการควบคุมคุณภาพของโครงการ
หลักสูตร Claude Cowork for Construction ของ 7D Academy มุ่งเน้นการนำ AI มาประยุกต์ใช้กับ Workflow งานก่อสร้าง ไม่ใช่เพียงการเรียนรู้วิธีสั่ง AI ให้ตอบคำถาม
ผู้เรียนจะได้เรียนรู้แนวทางนำ AI มาช่วยทำงานกับข้อมูลโครงการ ตั้งแต่แบบก่อสร้างและ BOQ ไปจนถึงการวิเคราะห์ต้นทุนและการจัดทำรายงาน เพื่อให้เห็นภาพว่าควรเริ่มใช้ AI ตรงไหน และจะต่อยอดเป็นกระบวนการทำงานที่เหมาะกับองค์กรได้อย่างไร
สำหรับผู้ประกอบการ ผู้จัดการโครงการ วิศวกร QS/Estimator และทีม Cost Control การเริ่มต้นพัฒนากระบวนการตรวจสอบข้อมูลให้เป็นระบบ อาจเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดที่ป้องกันได้
หากต้องการนำ AI มาช่วยพัฒนา Workflow งานก่อสร้างอย่างเป็นระบบ สามารถติดตามรายละเอียดหลักสูตร Claude Cowork for Construction ได้ที่ 7D Academy
อยากให้ AI ช่วยตรวจ BOQ จากแบบและไฟล์จริงของบริษัทคุณ ต่อยอดไปถึงจัดซื้อ คุมหน้างาน และคุมต้นทุน
หลักสูตร Claude Cowork for Construction โดย ดร.กิตติศักดิ์ เปรมกิจ Workshop สอนสด 2 วัน
รุ่น 2 เรียน 3–4 พฤศจิกายน 2569 ค่าลงทะเบียน 12,900 บาท (จากปกติ 25,800 บาท)




