9 ข้อสงสัยเรื่อง AI ที่นักกฎหมายไทยยังไม่กล้าใช้

9 ข้อสงสัยเรื่อง AI ที่นักกฎหมายไทยยังไม่กล้าใช้ จรรยาบรรณ ความรับผิด และการรักษาความลับลูกความ

ใช้ AI ร่างคำฟ้องผิดจรรยาบรรณหรือไม่ ถ้า AI อ้างกฎหมายผิด ใครต้องรับผิดชอบ?

ถ้าคุณเป็นนักกฎหมายที่กลัวว่าถ้าใช้ AI มากไป จะทำให้ทักษะทางกฎหมายลดลงคุณต้องอ่านบทความนี้

ในปัจจุบัน AI จะเข้ามาช่วยงานได้ตั้งแต่

  • ค้นคว้าข้อมูล
  • วิเคราะห์เอกสาร
  • ร่างเอกสารทางกฎหมาย

แต่นักกฎหมายจำนวนไม่น้อยยังลังเลที่จะนำมาใช้กับงานจริง

เรารู้ว่านักกฎหมายเห็นประโยชน์ของ AI แต่เพราะงานกฎหมายมีสิ่งที่ต้องระมัดระวังมากกว่าความรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นความถูกต้องของข้อกฎหมาย ความลับของลูกความ จรรยาบรรณวิชาชีพ และความรับผิดชอบต่อผลงานที่นำไปใช้

คำถามสำคัญคือ เราจะใช้ AI อย่างไรให้เกิดประโยชน์ โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงให้กับตัวเองและลูกความ?

บทความนี้รวบรวม 9 ข้อสงสัยที่นักกฎหมายควรทำความเข้าใจ ก่อนนำ AI มาใช้กับงานจริง พร้อมแนวทางรับมือที่สามารถนำไปปรับใช้ได้

1. ใช้ AI ช่วยเขียนคำฟ้อง คำให้การ หรือร่างสัญญา จะผิดจรรยาบรรณหรือไม่?

นี่เป็นหนึ่งในข้อกังวลสำคัญ เพราะเอกสารทางกฎหมายมีผลต่อสิทธิ หน้าที่ และประโยชน์ของลูกความโดยตรง

คำตอบ: การใช้ AI ไม่ได้หมายความว่าจะผิดจรรยาบรรณโดยอัตโนมัติ แต่ต้องพิจารณาวิธีใช้และหน้าที่ของผู้ประกอบวิชาชีพด้วย นักกฎหมายอาจใช้ AI ช่วยจัดโครงสร้างเอกสาร สรุปข้อเท็จจริง ตั้งประเด็นข้อกฎหมาย หรือสร้างร่างเอกสารเบื้องต้นได้ แต่ต้องตรวจสอบเนื้อหาให้ถูกต้อง ครบถ้วน และเหมาะสมกับข้อเท็จจริงของแต่ละกรณีสิ่งที่ไม่ควรทำคือ นำร่างที่ AI สร้างขึ้นไปใช้ทันทีโดยไม่ตรวจสอบ หรือปล่อยให้ AI ตัดสินใจแทนในประเด็นที่ต้องอาศัยวิจารณญาณทางกฎหมาย

กำหนดให้ AI เป็นผู้ช่วยร่างงาน ส่วนผู้รับผิดชอบต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย แหล่งอ้างอิง และผลกระทบก่อนนำเอกสารไปใช้ทุกครั้ง

2. ข้อมูลจาก AI เชื่อถือได้แค่ไหนจะรู้ได้อย่างไรว่าคำตอบไม่ผิด?

หนึ่งในปัญหาของ AI คือการสร้างคำตอบที่ฟังดูน่าเชื่อถือ ทั้งที่ข้อมูลบางส่วนอาจผิด ไม่ครบถ้วน หรือไม่มีแหล่งอ้างอิงรองรับ ปรากฏการณ์นี้มักเรียกว่า AI Hallucination

คำตอบ: AI ช่วยค้นหาและวิเคราะห์ข้อมูลได้ แต่ไม่ควรถือว่าคำตอบของ AI เป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเสมอ โดยเฉพาะงานกฎหมายที่ต้องอาศัยตัวบท คำพิพากษา และการตีความอย่างละเอียด แม้ AI จะให้เลขมาตรา ชื่อคำพิพากษา หรือคำอธิบายที่ดูสมเหตุสมผล ก็ยังจำเป็นต้องตรวจสอบกับแหล่งข้อมูลต้นฉบับ

  • คุณต้องตรวจสอบเลขมาตราและข้อความกฎหมายจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้
  • เปิดอ่านคำพิพากษาต้นฉบับ ไม่ดูเฉพาะบทสรุปจาก AI
  • ตรวจสอบว่าคำพิพากษามีอยู่จริง เนื้อหาตรงกับประเด็น และยังเกี่ยวข้องกับกฎหมายที่ใช้บังคับหรือไม่
  • อย่านำข้อความอ้างอิงที่ AI สร้างขึ้นไปใช้ หากยังตรวจสอบที่มาไม่ได้
หลักสำคัญคือให้ AI ช่วยลดเวลาค้นคว้า แต่ต้องไม่ลดมาตรฐานการตรวจสอบของนักกฎหมาย

3. ใช้ AI มากไป จะทำให้คิดวิเคราะห์กฎหมายกฎหมายได้น้อยลงจริงหรือ?

ความกังวลนี้มีเหตุผล เพราะหากใช้ AI ด้วยการคัดลอกคำตอบโดยไม่ทำความเข้าใจ ผู้ใช้อาจพลาดโอกาสฝึกการตั้งคำถาม การตีความ และการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงด้วยตนเอง แต่ AI ก็สามารถใช้เป็นเครื่องมือฝึกคิดได้เช่นกัน

คำตอบ: ผลที่เกิดขึ้นขึ้นอยู่กับวิธีใช้ AI ไม่ใช่เพียงจำนวนครั้งที่ใช้ หากให้ AI คิดแทนทุกขั้นตอน ผู้ใช้อาจไม่ได้พัฒนาทักษะของตัวเองมากนัก แต่หากใช้ AI เพื่อเปรียบเทียบแนวทาง ตั้งข้อโต้แย้ง และค้นหาจุดอ่อนของเหตุผล ก็สามารถช่วยเปิดมุมมองและทำให้การวิเคราะห์รอบด้านขึ้นได้

ก่อนถาม AI ให้ลองวิเคราะห์ประเด็นด้วยตนเองก่อน จากนั้นจึงให้ AI ช่วยเสนอข้อโต้แย้ง มุมมองที่ตกหล่น และสมมติฐานที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติม แล้วกลับมาประเมินคำตอบด้วยหลักกฎหมายและข้อเท็จจริง
เป้าหมายไม่ใช่การให้ AI คิดแทน แต่คือการใช้ AI ช่วยให้เราคิดได้รอบด้านกว่าเดิม

4. ถ้า AI ให้ข้อมูลผิด แล้วเรานำไปใช้จนเกิดความเสียหาย ใครต้องรับผิดชอบ?

สมมติว่า AI อ้างคำพิพากษาที่ไม่มีอยู่จริง หรือให้ข้อมูลข้อกฎหมายผิด แล้วนักกฎหมายนำข้อมูลนั้นไปใช้ในเอกสารหรือให้คำปรึกษาลูกความ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอาจร้ายแรงกว่าความผิดพลาดทั่วไป

คำตอบ: แน่นอนอยู่แล้วว่า AI ไม่สามารถเป็นผู้รับผิดแทนนักกฎหมายได้ และความรับผิดต้องพิจารณาจากหน้าที่ ข้อเท็จจริง และกฎหมายที่เกี่ยวข้องในแต่ละกรณี การใช้ AI ไม่ได้ทำให้หน้าที่ในการตรวจสอบข้อมูลหรือความรับผิดชอบทางวิชาชีพหมดไปโดยอัตโนมัติจะมีความรับผิดประเภทใดหรือไม่ ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์และองค์ประกอบตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ก่อนนำผลลัพธ์จาก AI ไปใช้ในงานที่มีผลกระทบสูง ควรตรวจสอบแหล่งอ้างอิง ความครบถ้วนของข้อเท็จจริง และความสอดคล้องกับกฎหมาย พร้อมจัดให้มีขั้นตอนตรวจทานก่อนส่งงานหรือยื่นเอกสาร

5. ใช้ AI เขียนตำรา บทความ หรือผลงานทางวิชาการ จะถูกกล่าวหาว่าโกงหรือไม่?

สำหรับนักกฎหมายที่ทำงานด้านวิชาการ เขียนตำรา บทความวิจัย หรือจัดทำผลงานเพื่อขอตำแหน่งทางวิชาการ การใช้ AI เป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

คำตอบ: การใช้ AI ไม่เท่ากับการทุจริตโดยอัตโนมัติ แต่ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ด้านความซื่อสัตย์ทางวิชาการและข้อกำหนดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การใช้ AI ช่วยวางโครงเรื่อง ตรวจภาษา หรือจัดระเบียบข้อมูล แตกต่างจากการนำข้อความหรือข้อสรุปที่ไม่ได้ตรวจสอบมาอ้างว่าเป็นผลงานที่ตนสร้างขึ้นโดยปราศจากการเปิดเผยตามข้อกำหนด

ประเด็นที่ควรระวัง ได้แก่ การอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริง การนำผลงานผู้อื่นมาใช้โดยไม่อ้างอิง และการไม่เปิดเผยการใช้ AI ในกรณีที่หลักเกณฑ์กำหนดไว้

ตรวจสอบนโยบายของวารสาร สถาบัน หรือหน่วยงานที่รับผลงานก่อนเริ่มเขียน เก็บแหล่งข้อมูลต้นฉบับ และตรวจสอบทุกข้อความอ้างอิงด้วยตนเอง AI อาจช่วยให้กระบวนการเขียนมีประสิทธิภาพขึ้น แต่ความถูกต้องและความซื่อสัตย์ของผลงานยังเป็นสิ่งที่ผู้เขียนต้องรับผิดชอบ

6. กลัวว่า AI จะเปิดเผยข้อมูลลูกความหรือความลับของสำนักงานกฎหมาย ควรทำอย่างไร?

งานกฎหมายจำนวนมากเกี่ยวข้องกับข้อมูลที่ไม่ควรเปิดเผย เช่น ชื่อและข้อมูลส่วนบุคคลของลูกความ รายละเอียดข้อพิพาท เอกสารทางธุรกิจ ข้อมูลทางการเงิน หรือพยานหลักฐานในคดี

คำตอบ: ความเสี่ยงด้านข้อมูลมีอยู่จริง และต้องประเมินก่อนนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ AI ทุกครั้ง ระบบ AI แต่ละประเภทมีเงื่อนไขการจัดเก็บ การนำข้อมูลไปใช้ และมาตรการรักษาความปลอดภัยแตกต่างกัน จึงไม่ควรสมมติว่าข้อมูลที่ป้อนเข้าไปจะเป็นความลับเสมอ

  • หลีกเลี่ยงการใส่ข้อมูลระบุตัวบุคคลหรือข้อมูลลับที่ไม่จำเป็น
  • ปกปิดชื่อ เลขประจำตัว และรายละเอียดที่เชื่อมโยงกลับไปหาลูกความได้ เมื่อไม่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลเหล่านั้น
  • ตรวจสอบนโยบายข้อมูล การตั้งค่าความเป็นส่วนตัว และเงื่อนไขของผู้ให้บริการ
  • กำหนดนโยบายการใช้ AI ภายในสำนักงานให้ชัดเจน
  • พิจารณาหน้าที่รักษาความลับ จรรยาบรรณ และข้อกำหนดด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้อง

7. ถ้าไม่เก่งเทคโนโลยีหรือเขียนโค้ดไม่เป็น จะใช้ AI ได้หรือไม่?

นักกฎหมายบางคนอาจคิดว่าการใช้ AI ต้องมีพื้นฐานด้านโปรแกรมมิง หรือจำเป็นต้องเข้าใจเทคโนโลยีอย่างลึกซึ้งก่อน

คำตอบ: สามารถเริ่มใช้ AI ได้โดยไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดเป็น เครื่องมือ AI จำนวนมากรองรับการสั่งงานด้วยภาษาธรรมชาติ ผู้ใช้จึงสามารถเริ่มต้นจากการอธิบายงานที่ต้องการให้ช่วยได้ แต่การใช้ให้มีประสิทธิภาพยังต้องอาศัยการตั้งโจทย์ การให้บริบท และการตรวจสอบผลลัพธ์

เริ่มจากงานที่มีขอบเขตชัดเจน เช่น สรุปเอกสารที่ไม่เป็นความลับ จัดหมวดหมู่ข้อมูล หรือสร้างรายการประเด็นที่ต้องตรวจสอบ แล้วค่อยพัฒนาไปสู่งานที่ซับซ้อนขึ้นแทนที่จะเริ่มจากการเรียนรู้ทุกฟังก์ชันของเครื่องมือ ให้เริ่มจากคำถามว่า งานส่วนไหนของเราที่ใช้เวลามาก และ AI สามารถช่วยลดภาระในขั้นตอนนั้นได้อย่างไร

8. ถ้าใช้ AI แล้วจะไม่ต่างจากการลอกหรือโกง?

ความกังวลนี้เกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือของนักกฎหมายโดยตรง โดยเฉพาะเมื่อผลงานนั้นต้องสะท้อนความรู้ ความคิด และการวิเคราะห์ของผู้เขียนเอง

คำตอบ: การใช้ AI ไม่เท่ากับการลอกผลงานโดยอัตโนมัติ แต่ต้องพิจารณาวิธีนำเนื้อหาไปใช้และกติกาของงานนั้น ๆ การลอกผลงานเกี่ยวข้องกับการนำผลงานหรือความคิดของผู้อื่นมาใช้โดยไม่ให้เครดิตตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

เรื่องของการใช้ AI ช่วยร่างหรือเรียบเรียงเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งอาจมีข้อกำหนดเพิ่มเติมด้านการเปิดเผยการใช้เครื่องมือและความเป็นเจ้าของผลงาน การให้ AI เรียบเรียงข้อความใหม่ไม่ได้ทำให้ปัญหาการนำผลงานผู้อื่นมาใช้โดยไม่อ้างอิงหมดไป และการสร้างข้อความใหม่ก็ไม่ได้รับประกันว่าข้อความนั้นถูกต้องหรือไม่มีการละเมิดสิทธิ

ตรวจสอบแหล่งข้อมูลต้นฉบับ อ้างอิงผลงานที่นำมาใช้ตามหลักเกณฑ์ และเปิดเผยการใช้ AI เมื่อข้อกำหนดของงานหรือหน่วยงานระบุไว้ สิ่งสำคัญคือ ต้องสามารถอธิบาย ตรวจสอบ และรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่นำเสนอได้ด้วยตนเอง

9. ถ้าไม่ใช้ AI หรือใช้ไม่เป็น จะทำให้ตกยุคหรือไม่?

ในอีกด้านหนึ่ง นักกฎหมายบางคนอาจกังวลว่าหากไม่ใช้ AI จะเสียเปรียบคนอื่น แต่ขณะเดียวกันก็กลัวว่าการใช้ AI มากเกินไปจะทำให้ตนเองพึ่งพาเทคโนโลยีจนเกินควร

คำตอบ: สิ่งสำคัญไม่ใช่การใช้ AI ให้มากที่สุด แต่คือการรู้ว่าเมื่อใดควรใช้ เมื่อใดต้องตรวจสอบ และเมื่อใดควรตัดสินใจด้วยวิจารณญาณของตนเอง

AI สามารถช่วยลดเวลาทำงานบางประเภท ทำให้มีเวลามากขึ้นสำหรับการวิเคราะห์เชิงลึก การวางกลยุทธ์ และการสื่อสารกับลูกความ แต่ก็ไม่สามารถรับประกันผลลัพธ์ที่ถูกต้องหรือเหมาะสมกับทุกสถานการณ์ได้ นักกฎหมายจึงควรเรียนรู้การใช้เครื่องมือใหม่ควบคู่กับการพัฒนาความรู้ทางกฎหมาย ทักษะการวิเคราะห์ และความสามารถในการประเมินความเสี่ยง

เลือกงานหนึ่งประเภทที่ทำซ้ำเป็นประจำ ทดลองใช้ AI ในขั้นตอนที่มีความเสี่ยงต่ำ ตรวจสอบผลลัพธ์ เปรียบเทียบกับวิธีเดิม และประเมินว่าช่วยเพิ่มคุณภาพหรือประสิทธิภาพได้จริงหรือไม่ ก่อนขยายไปสู่งานสำคัญมากขึ้น

สรุปได้เลยว่านักกฎหมายไม่จำเป็นต้องกลัว AI แต่ต้องรู้เท่าทัน AI

ทั้ง 9 ข้อสงสัยสะท้อนให้เห็นว่า อุปสรรคสำคัญของการใช้ AI ในงานกฎหมายไม่ได้อยู่ที่ความสามารถของเครื่องมือเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความเข้าใจ วิธีใช้งาน และระบบตรวจสอบที่รองรับการทำงานนั้นด้วย

ก่อนนำ AI มาใช้ นักกฎหมายควรยึดหลักสำคัญ 4 ข้อ

  1. ตรวจสอบก่อนเชื่อทุกข้อกฎหมาย คำพิพากษา และแหล่งอ้างอิงต้องตรวจสอบได้
  2. รักษาความลับก่อนป้อนข้อมูลประเมินความเสี่ยงและเงื่อนไขของระบบก่อนใช้ข้อมูลลูกความ
  3. ใช้ AI ช่วยคิด ไม่ใช่คิดแทนทั้งหมดรักษาทักษะการวิเคราะห์และวิจารณญาณทางกฎหมายของตนเอง
  4. รับผิดชอบต่อผลงานที่นำไปใช้อย่าปล่อยให้ความรวดเร็วของ AI อยู่เหนือมาตรฐานวิชาชีพ

AI ไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกปัญหา และการไม่ใช้ AI ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำงานได้ด้อยกว่าเสมอไป สิ่งที่นักกฎหมายควรมีคือความสามารถในการประเมินว่าเครื่องมือนี้เหมาะกับงานใด ใช้อย่างไร และต้องตรวจสอบอะไรบ้างก่อนนำผลลัพธ์ไปใช้จริง

ถ้าอยากเริ่มใช้ AI กับงานกฎหมายอย่างถูกวิธี ทั้งตรวจสอบได้และรักษาความลับลูกความ

หลักสูตร AI for Legal Professionals โดย ดร.สุขยืน เทพทอง (อ.ปุด) สอนสด 2 วันเต็ม ลงมือทำกับเคสจริง

รุ่น 16 เรียน 24–25 ตุลาคม 2569 รับเพียง 20 ท่าน ค่าลงทะเบียน 9,900 บาท (จากปกติ 19,500 บาท)

💬 เลือกช่องทางติดต่อ

Line OA Facebook Messenger